ความเศร้า

ปีนี้อายุ 41ปีเป็นช่วงที่ยากจริงๆยากที่สุดในชีวิต เหนื่อยทั้งกายและใจ ความรู้สึกมันคับแคบ ตีบตัน ขมุกขมัว
3 เสาที่ประคับประคองมันพร้อมจะพังลงทุกด้าน

เสาที่ 1 การงาน ด้วยอายุที่โตมาผ่านวิกฤติ เศรษฐกิจมาหลายครั้งแต่ครั้งล่าสุดนี้ที่เกิดในวัยที่ต้องเป็นกำลังหลักในการหารายได้ ต้องเจอกับภาวะสงครามที่เพิ่งเริ่มในวันที่เขียนนี้เป็นการรบระหว่าง อเมริกา กับ อิหร่าน รู้สึกได้ถึงจำนวนงานที่ลดลง

เสาที่ 2 ครอบครัว กำใจสำคัญที่มีตอนนี้คือความสดใสของลูกสาว 2 คนที่เป็นเหมือนพาวเวอร์แบงค์สองก้อนโต สำหรับโทรศัพท์แบตเสื่อมอย่างผม

เสาที่ 3 สุขภาพ วันที่โรคภัยเข้ามาตามอายุและการใช้งานอย่างหนักโดยไม่ถนอม หรือเห็นคุณค่าของมันว่าเรื่องง่ายๆเช่นการ กิน เดิน นอนนั่งได้ เป็นเรื่องวิเศษสุด ตอนที่เสียความสามารถนั้นไปแล้วผมยังโชคดีที่วันนี้นาทีผมยังโอเคอยู่ในช่วงกลับตัว เพราะได้รับรู้เรื่องของคนใกล้ตัวที่เริ่มประสบพบเจอกับโรคภัยเริ่มมากขึ้น

ถ้าให้คะแนนตัวเองวัดเป็นพลังเต็ม 10 ทุกด้านคงตกหมดไม่ถึงครึ่ง
การงาน: 2/10
ครอบครัว : 4/10
สุขภาพ: 3/10

ผมเข้าใจว่าเรื่องทั้งหมดมันสัมพันธ์กันมีปัญหาด้านหนึ่งมันก็กระทบอีกด้านหนึ่งเสมอ และก็กลับกันถ้ามีเสาใดเสาหนึ่งคะแนนโดดขึ้นมา มันก็น่าจะค่ำให้ชีวิตไปต่อได้ จากประสบการ์ณของตัวเองในวันที่ต้องเลือกระหว่าง ทำงานเป็นพนักงานมีรายได้ประจำ กับเป็นฟรีแลนซ์ที่ไม่มั่นคงแต่มีเวลาไปรับส่งลูกไปโรงเรียนทุกวัน ผมตัดสินใจไม่ยากเลยและไม่นานด้วย ตอนนั้นผมพร้อมกระโดดออกมาไม่กลัวด้วยมั่นใจในร่างกาย ที่แรงยังเหลือล้น มั่นใจในความรักที่ผมมีให้ลูกและแฟนมันเพียงพอที่จะพักดันให้ผมไปต่อไม่ว่าข้างหน้าจะเจออะไร

นับวันนี้ก็น่าจะ 5 ปีเต็มที่ผมเลือกออกมา วินาทีที่ผมพิมพ์อยู่นี้ ผมก็ยังเชื่อมั่นแต่ก็ยอมรับว่ามันไม่เท่าเดิม ด้วยร่างกายที่อ่อนแรงลง ด้วยภาระที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตามวัยของเด็กๆ งานที่เคยทำแล้วรายได้เพียงพอ ตอนนี้ก็ไม่พอ บรรยกาศที่ตึงเครียดจากการงานก็มีผลต่อความสัมพันธ์ ใจและกายที่เหนื่อยล้าผมก้มหน้าก้มตาทำงานเงยหน้าขึ้นมาอีกทีกลับมองด้านอื่นที่ทรุดตัวลงในทุกๆทาง ผมที่อยากจะเล่าอยากจะปรึกษาใครก็มองหาใครไม่มี ที่ตลกร้ายคือขนาดในเฟสบุคตัวเองผมก็ยังไม่กล้าที่จะบันทึกความทุกข์ของผมเลย ผมอยากเล่าให้แม่ฟัง ว่าตอนนี้ผมเหนื่อยแค่ไหน แต่ก็กลัวว่าแม่จะเป็นทุกข์ใจกังวลไปกับปัญหาของผม ผมปรึกษาพี่สาวผมได้ และเดือดร้อนเรื่องอะไรก็จะมีพี่ผมหนึ่งคนที่ผมจะขอความช่วยเหลือได้เสมอ แต่ผมรู้ตัวว่ามันมีควรลิมิต ไม่สามารถโยนทุกอย่างไปให้พี่ช่วยได้ ผมมีแฟนที่ไม่ค่อยปรึกษาหรือแชร์ความรู้สึกกันเพราะมันมักจะจบด้วยการทะเลาะ

มีอยู่วันหนึ่งที่ผมมีเรื่องทุกข์ใจ
– ผมโทรหาแม่ และทำได้แค่ถามว่าแม่อยากกินอะไรไหม
– ผมพิมพ์บอกพี่ผมว่าผมนอนไม่หลับ
– ผมกอดแฟนผมและบอกว่าเหนื่อยและปวดหัว
– ผมอุ้มและหอมแกล้มลูกๆแล้วก็ยิ้ม
– ผมพิมพ์บรรยายความทุกข์ในเฟสบุค แล้วผมก็ลบมันทิ้งก่อนที่จะกดเผยแพร่
– ผมแก้ status ใน Line และแก้กลับเป็นข้อความว่างๆ
ผมรู้สึกตัวว่าผมแย่แล้ว มันเหมือนเห็นสัญญาณไฟกระพริบตอนขับรถบนทางด่วนว่าน้ำมันจะหมด

ผมในตอนนี้นาทีนี้ก็ยังเป็นคนที่ร่างกายเหนื่อยล้ามีความทุกข์ ไม่กล้าบอกหรือขอความช่วยเหลือจากใคร ที่พยายามจะดำเนินชีวิตต่อไป ขอให้ใครที่มีความทุกข์หรืออยู่ในภาวะแบบผมขอให้คุณผ่านมันไปได้ ขอให้ข้อความของผมแบ่งเบาความทุกข์ของคุณออกมาสักเพียงเล็กน้อยขอให้คุณรู้ว่าไม่ได้มีแค่คุณคนเดียวที่ต้องทนเศร้าทุกข์